ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช

พิมพ์

 


ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช



 

ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช


ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช หมายถึงการใช้เทคนิคทางเคมีที่สะดวกและรวดเร็ว

ในการตรวจสอบความสามารถของดินในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เทคนิคดังกล่าวนี้

ได้จากการเลียนแบบการดูดธาตุอาหารของรากพืช โดยการใช้น้ำยาสกัดซึ่งประกอบด้วยกรดเจือจางบางชนิด

เป็นตัวทำลายธาตุอาหารในดินและธาตุอาหารที่สกัดออกมาได้จากน้ำยาสกัดเหล่านี้ (extractable nutrient)

จะถูกสมมติเป็นธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช (available nutrient) ดังนั้นปริมาณธาตุอาหารที่ได้จากการ

วิเคราะห์ดินนี้จึงเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่มีความหมายและนำไปใช้ประโยชน์ได้เมื่อน้ำไปหาความสัมพันธ์กับ

ผลผลิตของพืชที่ได้จากการทดลองในสภาพไร่นาเสียก่อน


หลักการและขั้นตอนการวิเคราะห์ดิน


หลักการวิเคราะห์ดิน

หลักการสำคัญในการวิเคราะห์ดินมี 2 ประการคือ

1) การสกัด คือ การละลายธาตุอาหารที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพืชออกมาทั้งหมดหรือออกมาในปริมาณ

ที่เป็นสัดส่วนที่แน่นอนกับปริมาณพืชที่ใช้ประโยชน์ได้จริง โดยใช้น้ำยาสกัดซึ่งเป็นสารละลายที่เหมาะสม


2) การวิเคราะห์ปริมาณ คือ การนำน้ำยาที่สกัดได้จากดินมาวิเคราะห์หาปริมาณของธาตุอาหารแต่ละชนิด

โดยใช้เครื่องมือที่อ่านค่าได้ละเอียดมีความแม่นยำและแน่นอน


ขั้นตอนการวิเคราะห์ดิน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ


1) การเก็บตัวอย่างดิน เป็น ขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากตัวอย่างดินที่เก็บจะต้องเป็นตัวแทน

ที่ดีของพื้นที่ทั้งหมดจึงควร แบ่งพื้นที่ออกเป็น แปลงย่อยที่มีขอบเขตชัดเจนโดยภายในแปลงย่อยที่มีขอบเขต

ชัดเจนโดยภายในแปลงย่อยเดียวกันควรมีความแตกต่างกันน้อย ที่สุดหรือไม่มีเลย


2) การวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ เป็นการวิเคราะห์ดินด้วยวิธีมาตรฐานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง


3) การแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ดิน เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาเปรียบเทียบกับ

ผลการวิจัยที่มีผู้ศึกษามาก่อนแล้วแปลข้อมูลนั้นว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับใด


4) การให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยหรือการปรับปรุงดิน คือ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการจัดการที่ทำให้

ผลตอบแทนสูงในการปลูกพืช เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับชนิดอัตราและวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม


วิธีการวิเคราะห์ดินทางเคมีบางรายการซึ่งเป็นรายการซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่หน่วยงานราชการให้บริการแก่

เกษตรกรแสดงไว้ในตาราง


การวิเคราะห์ดินทางเคมีมีข้อดีคือสามารถวิเคราะห์ตัวอย่าง ดินได้เป็นจำนวนมากโดยใช้เวลาน้อย ค่าใช้จ่าย

ไม่แพงมากนัก ทำให้สามารถรู้ผลการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนปลูกพืชได้ และสามารถนำค่า

วิเคราะห์ดินไปเชื่อมโยงกับผลการทดลองปุ๋ยไร่นาเพื่อให้ค่าแนะนำการใช้ปุ๋ยหรือปูนอย่างเหมาะสมก่อนการปลูกพืชได้


ตาราง วิธีวิเคราะห์ดินทางเคมีบางรายการโดยสรุป

 รายการที่วิเคราะห์      วิธีสกัด     วิธีวัดปริมาณ     หน่วย  
pH ใช้น้ำกลั่นอัตราส่วนดิน : น้ำ
=1:1 กวนประมาณครึ่งชั่วโมง 
ใช้ pH meter วัดในสาร
แขวนลอยโดยตรง 
หน่วย pH ซึ่ง
มีค่าระหว่าง 1-14 
อินทรียวัตถุ ใช้สารเคมีออกซิไดส์ อินทรียวัตถุ
ในดินจนหมด 
ไทเทรตออกซิไดซิงเอเจนต์
ที่เหลือด้วยรีดิวซิงเอเจนต์ 
เปอร์เซนต์ (%)
ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ สกัดด้วยน้ำยาสกัดที่เหมาะสม

วัดด้วย
spectrophotometer 

ppm P

โพแทสเซียมที่
แลกเปลี่ยนได้

สกัดด้วยสารละลาย
แอมโมเนียมแอซีเดต

วัดด้วย flame
photometer หรือ
atomic absorption
spectrophotometer 

ppm K
แคลเซียมและแมกนีเซียม
ที่แลกเปลี่ยนได้
สกัดด้วยสารละลาย
แอมโมเนียมแอซีเดต
วัดด้วย atomic
absorption spectrophotometer 
ppm Ca
ppm Mg 
ความต้องการปูน เติมปูนหรือสารละลาย
บัฟเฟอร์ pH7 
ปริมาณต่างๆ
ลงไปในดินแล้ววัดค่า pH
จากค่า pH ที่ลดลงนำมา
คำนวณปริมาณปูนที่ใช้
สะเทินฤทธิ์กรดในดิน 
กก. CaCO
ต่อไร่ 
ความเค็ม

ใช้น้ำกลั่นสกัดเกลือ ออกจากดิน
โดยสกัดในขณะที่ดินอิ่มตัวด้วยน้ำ 

วัดด้วยเครื่องวัดการนำไฟฟ้า  เดซิซีเมนต์/
เมตรหรือ
มิลลิไมล์/
ซม. 

_____________________________________________________________________________________________


การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ดิน


ปัจจุบันกองสำรวจดิน (2523) กรมพัฒนาที่ดิน ได้ใช้หลักการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินจากค่าวิเคราะห์ทางเคมีของดินที่

สำคัญ ได้แก่ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก ความอิ่มตัวด้วยประจุบวกที่เป็นด่าง ปริมาณ

อินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ โดยทำการแบ่งระดับความอุดมสมบูรณ์

ของดินออกเป็น 3 ระดับคือ ต่ำ ปานกลาง และสูง ดังแสดงในตารางที่ 13.2


อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดินเพียงอย่างเดียว จะเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่มีความหมายใดๆ หากไม่นำตัวเลขนั้นไปหา

ความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชหรือการตอบสนองของพืช ต่อระดับธาตุอาหารชนิดที่ต้องการประเมินที่มีอยู่ในดิน

หรือในรูปของปุ๋ยที่ใส่เสียก่อน


ตารางที่ 13.2 วิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินจากผลการวิเคราะห์ดิน

ระดับความอุดม
สมบูรณ์ของดิน 
ปริมาณ
อินทรียวัตถุ (%) 

ความอิ่มตัว
ด้วยประจุบวก
ที่เป็นด่าง (%) 

ความจุในการ
แลกเปลี่ยน
ประจุบวก
(me/ดิน 100 กรัม) 

ปริมาณ P ที่
เป็นประโยชน์
(ppm) 

ปริมาณ K
ที่เป็น
ประโยชน์
(ppm) 
 ต่ำ  <1.5 <35  <10  <10  <60 
  (1) 1  (1)   (1)   (1)   (1) 
 ปานกลาง 1.5-3.5 35.75  10-20   10-25   60-90 
   (2)   (2)   (2)   (2)   (2) 
 สูง  >3.5  >75  >20 >25  >90 
   (3)  (3)  (3)  (3)  (3)


วิธีประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินใช้วิธีการให้คะแนน (ตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บในตาราง) ถ้าคะแนนเท่ากับ 7 

หรือน้อยกว่าถือว่าดินมีระดับความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ถ้าคะแนนอยู่ระหว่าง 8-12 ถือว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง

ถ้าคะแนนเท่ากับ 13 หรือมากกว่า ถือว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง


ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช ยังช่วยลดต้นทุนในการใส่ปุ๋ยอีกด้วย


การใช้ปุ๋ยให้คุ้มค่า เกษตรกรต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการใช้ปุ๋ยให้ "ถูกชนิด ถูกปริมาณ ถูกเวลา และถูกวิธี"

แต่ขณะนี้เกษตรกรไทยเกือบ 100% ไม่มีการตรวจวิเคราะห์ เอ็น-พี-เค ในดินก่อนปลูกพืช ทั้งยังใส่ปุ๋ยไม่ถูกต้อง

ตามหลักวิชาการ ใส่ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับดินและไม่ตรงตามความต้องการของพืช ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการผลิตพืช

ดังนั้น จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี "ปุ๋ยสั่งตัด" ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกข้าว

ข้าวโพด และอ้อยภาคอีสาน...นี่เป็นคำแนะนำจากศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ ที่ปรึกษาอธิการบดี

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


การจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะพื้นที่ เป็นการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับแต่ละชุดดินที่มี

มากกว่า 200 ชุดดิน ทั้งยังต้องสอดคล้องกับความต้องการของพืช โดยนำปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต

และการให้ผลผลิตของพืช ได้แก่ พันธุ์พืช แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ชุดดิน และปริมาณ

เอ็น-พี-เค ในดินมาพิจารณาร่วมกัน โดยใช้แบบจำลองการปลูกพืชและโปรแกรมสนับสนุนการตัดสินใจมาคำนวณ

โดยใช้คอมพิวเตอร์ คาดคะเนคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด เพื่อให้การใช้ปุ๋ยมีความแม่นยำ

และสอดคล้องกับความต้องการของพืช และยังสามารถคาดคะเนผลผลิตและผลตอบแทนที่เกษตรกรจะได้รับ

เมื่อใช้เทคโนโลยี


การใช้เทคโนโลยี ขั้นแรก เกษตรกรต้องตรวจสอบชุดดินในแปลงของตนเองก่อน โดยสามารถสอบถามข้อมูลชุดดิน

ได้ที่สถานีพัมนาที่ดินทุกจังหวัด หรือดูจากแผนที่ชุดดิน หรือสอบถามได้ที่เว็บไซต์ http://www.ilab.asia/ilab/ilab.html

ขั้นที่สองตรวจสอบปริมาณ เอ็น-พี-เค ในดินโดยเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์หรือเกษตรกรอาจวิเคราะห์ เอ็น-พี-เค

ในดินแบบรวดเร็ว (Soil Test Kit) และขั้นสุดท้าย ใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยศึกษาจากคู่มือคำแนะนำจาก 

http://www.ilab.asia/ilab/ilab.html


เกษตรกรส่วนใหญ่มองว่า การตรวจวิเคราะห์ เอ็น-พี-เค ในดินมีวิธีการขั้นตอนยุ่งยากจึงไม่ให้ความสำคัญกับ

เรื่องดังกล่าว ทำให้ไม่รู้จักดินในแปลงของตนเอง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรเก็บตัวอย่างดินเพื่อประเมิน

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเบื้องต้นต้องแบ่งพื้นที่ก่อน หากพื้นที่ใหญ่มากหรือดินไม่สม่ำเสมอและดินมี

ลักษณะแตกต่างกัน ปลูกพืชต่างกัน ใช้ปุ๋ยต่างกัน และดินมีสีต่างกัน ต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงย่อย

และแยกเก้บดิน 1 ตัวอย่างต่อ 1 แปลงย่อย


ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนปลูกพืช ซึ่งช่วยให้เกาตรกรใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง และลดต้นทุน

การผลิตซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปลูกพืช และเป็นแนวทางนำไปสู่การลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้ค่อนข้างมาก 

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสัมปะหลัง ใน "โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุน

การผลิตของเกษตรกร"



(แหล่งที่มา : http://www.farmkaset.org/contents/default.aspx?content=00861)

"มุ่งมั่นสู่ฟาร์มมาตรฐาน บริการทุกภารกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"
Copyright 2012. ฟาร์มมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 111 ถ.มหาวิทยาลัย ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000 โทรศัพท์ 0-4422-5003 , 0-4422-5004 โทรสาร 0-4421-6523
Free Joomla 2.5 templates.